การสาบานตน
การสาบาน
ภาษามลายูท้องถิ่น เรียกว่า ซุมเปาะฮฺ ภาษาอาหรับ (ศัพท์เฉพาะ) เรียกว่า อัลยะมีน อัลยะมีน แปลว่า มือขวา เนื่องจากตอนสาบานผู้สาบาน จะจับมือขวาของผู้ร่วมสาบาน (แต่ไม่เสมอไป)
ตามหลักนิติศาสตร์
อัลยะมีน แปลว่า การกระทำให้เรื่องนั้น ๆ เป็นจริง หรือการเน้นย้ำสิ่งนั้น ๆ ด้วยการกล่าวพระนามของพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบบาฮานาฮุวะตะอาลา) หรือคุณลักษณะ (ซีฟัต) หนึ่งจากบรรดาคุณลักษณะของพระองค์ หรือหมายถึง การทำข้อตกลงที่ผู้สาบานจะมีความมุ่งมั่น (อัซมฺ) อย่างจริงจัง ด้วยการสาบานนั้นต่อการกระทำหรือการละทิ้ง
การซุมเปาะฮฺของผู้ก่อเหตุรุนแรง
ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต.ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน แต่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และจะเป็นที่เข้าใจกันว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการเข้าเป็นสมาชิก ฯ
ซึ่งจะต้องยึดถือและปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมาย
วิธีการส่วนใหญ่ คือ
- ผู้สาบานจับมือกับผู้ร่วมสาบาน พร้อมกล่าวคำสาบานตนตาม
- ใช้คัมภีร์อัลกุรอ่าน หรือ คำสอนจากคัมภีร์อัลกุรอ่าน มาประกอบ การสาบาน (เพื่อให้น่าเชื่อถือ)
คำกล่าวสาบาน
เป็นภาษาอาหรับ มีด้วยกัน 3 คำ คือ (ใช้คำหนึ่งคำใดก็ได้)
- วัลลอฮี
- บัลลอฮี
- ตัลลอฮี
รวมกัน คือ “ วัลลอฮี วาบิลลาฮี วาตัลลอฮี ”
หมายถึง ข้าขอสาบานต่อพระองค์อัลลอฮ์.......
( ตามด้วยสิ่งที่จะสาบาน )
เงื่อนไขสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สาบาน
1. บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะ
2. สมัครใจในการสาบาน ไม่ถูกบังคับ
3. มีเจตนาในการสาบาน และการสาบานนั้น จำต้องมีสำนวนหรือถ้อยคำที่ใช้ในการสาบานตาม
ข้อกำหนดดังในคำนิยามข้างต้นเพิ่มเติม
4. สาบานตนในทางที่ดีเท่านั้น/สาบานต่อหน้าผู้อื่น
หากไม่ครบตามเงื่อนไขดังกล่าวถือว่า การสาบานนั้นเป็นโมฆะ
ประเภทของการสาบาน การสาบาน (ยะมีน) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1. ยะมีน อัลฆ่อมูซ الغموس يمين คือ การที่บุคคลสาบานเท็จโดยเจตนา อาทิเช่น การที่ผู้สาบาน
กล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ (วัลลอฮิ) ฉันจะกระทำสิ่งนี้แน่นอน” โดยที่เขาไม่กระทำสิ่งนั้น
ข้อชี้ขาด การสาบานประเภทนี้ ถือเป็นบาปใหญ่ และการเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) สำหรับ
การสาบานประเภทนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ แต่จำเป็น ต้องเตาบะฮฺ และขอลุแก่โทษ และจำต้องส่งคืนสิทธิ
ไปยังเจ้าของเมื่อการสาบาน มีผลทำให้เจ้าของสิทธิสูญเสียสิทธิ
2. ยะมีน อัลลัฆวี่ย์ (اللغو يمين) หมายถึง การสาบานโดยไม่ มีเจตนาสาบาน แต่เป็นการพูดติดปาก อาทิ เช่น การกล่าวว่า ไม่ ! ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เป็นต้น
ข้อชี้ขาด การสาบานประเภทนี้ ผู้สาบานไม่มีบาปแต่อย่างใดในการสาบาน และไม่จำเป็นต้องเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) แต่อย่างใด
3. ยะมีน มุนอะกิดะฮฺ (منعقدة يمين) หมายถึง การสาบานซึ่งผู้สาบานมีเจตนา และมุ่งมั่นต่อการสาบานนั้น
บ้างกล่าวว่า : หมายถึง การที่บุคคลสาบานว่าจะกระทำเรื่องหนึ่งที่เป็นอนาคตหรือไม่กระทำเรื่องนั้น
ข้อชี้ขาด ผู้ใดสาบานแล้วผิดสาบานในประเภทนี้ ถือว่ามีบาป และจำเป็นที่ ผู้นั้นต้องเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ)
และเมื่อผู้นั้นเสียค่าปรับนั้นแล้ว บาปอันเนื่องจากการผิดสาบานก็ตกไป
แนวทางในการแก้คำสาบาน (Sumpah) แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
1. กรณีการสาบาน (Sumpah) มีองค์ประกอบครบตามเงื่อนไข ที่ระบุข้างต้น หากผู้สาบานประสงค์ถอนคำสาบาน จำต้องเสียค่าปรับ (Kaffaraah, Expiatory giff) ภายหลังการถอนคำสาบาน (The violation of an oath) ดังนี้
ก. เลี้ยงอาหารคนยากจนจำนวน 10 คน
ข. มอบเครื่องนุ่งห่ม อาทิเช่น เสื้อ, ผ้านุ่ง เป็นต้น แก่คนยากจนจำนวน 10 คน
(โดยแต่ละคนได้รับเครื่องนุ่งห่มดังกล่าวคนละ 1 ชิ้น)
ค. ปล่อยทาส (ในปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีทาส การเสียค่าปรับ ในข้อนี้จึงถือว่าตกไป)
ทั้งนี้ ผู้ถอนคำสาบานสามารถเลือกการเสียค่าปรับ ข้อหนึ่งข้อใดจาก 3 ข้อนี้ได้ ตามสถานภาพหรือ ฐานานุรูปของตน หากไม่สามารถเสียค่าปรับตามที่กล่าวมา ผู้ถอนคำสาบานจำต้องถือศีลอดเป็นเวลา 3 วัน
อนึ่ง การเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) เนื่องจากการถอนคำสาบานนั้น ผู้ถอนคำสาบานสามารถกระทำได้ด้วย
ตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยผู้รู้ทางศาสนามาประกอบพิธี แต่อย่างใด
2. กรณีการสาบาน (Sumpah) ขาดองค์ประกอบหลักตามเงื่อนไข ที่ระบุข้างต้น ถือว่าการสาบานนั้นเป็นโมฆะ (Invalid) และไม่มีผล อันใดติดตามมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการให้ปากคำของผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีส่วนร่วม
ในกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต. ในชั้นต้นมีข้อพิจารณา ดังนี้
ก. หากผู้สาบานให้การสารภาพในชั้นต้นว่า ตนถูกบังคับให้สาบานโดยขาดความสมัครใจ การสาบานนั้นย่อมเป็นโมฆะ จึงไม่มีผลอันใดติดตามมา ไม่ว่าจะเป็นการผิดคำสาบานหรือการเสียค่าปรับ เพราะการสาบานของผู้ถูกบังคับนั้นไม่เป็นผลในเบื้องต้นอยู่แล้วตามหลักการศาสนา
ข. หากสอบถามผู้ต้องสงสัยแล้วได้ความว่า สำนวนในการสาบาน
มีรูปประโยคว่า “ข้าพเจ้าขอสาบานว่าจะไม่เปิดเผยความลับกับคนที่มิได้ร่วมขบวนการ หากข้าพเจ้าเปิดเผยความลับแล้ว ถือว่าข้าพเจ้าเป็นบุคคลนอกศาสนา (ตกศาสนา)” เป็นต้น
การสาบานด้วยสำนวนทำนองนี้ไม่ถือเป็นการสาบานตามเงื่อนไข ที่ถูกกำหนดไว้ จึงไม่มีการเสียค่าปรับ
(กัฟฟาเราะฮฺ) ในการผิดคำสาบานแต่อย่างใด ทั้งนี้ การใช้สำนวนตามรูปประโยคข้างต้นถือเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม)
จึงสมควรกล่าวคำปฏิญาณตน (อัชชะฮาดะฮฺ) “ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮฺ มุฮำมัดร่อซูลุ้ลลอฮฺ” และขออภัยโทษ (อิสติฆฟ๊าร)
ต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบบาฮานาฮุวะตะอาลา)
ค. กรณีการก่อความไม่สงบด้วยการประทุษร้าย, การละเมิด ในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น
การทำลายสาธารณูปโภค และการประกอบอาชญากรรมทุกรูปแบบ
ถือเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) ตามหลักการของศาสนา
ดังนั้น การสาบานเพื่อกระทำการดังกล่าว ศาสนาถือว่าผู้สาบานเช่นนั้น ได้ฝ่าฝืนหลักนิติธรรมและเป็นผู้ประพฤติชั่ว
(ฟาซิก) ผู้สาบานนั้นจำต้องผิดคำสาบาน (กล่าวคือ จะกระทำการตามคำสาบานนั้นมิได้โดยเด็ดขาด) และจำต้องเสียค่าปรับเพื่อไถ่ถอนความผิด
ง. หากพิจารณาไตร่ตรองดูแล้วว่า การผิดคำสาบานเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์มากกว่าการรักษาคำสาบาน ถือว่าการผิดสาบานนั้นเป็นเรื่องที่อนุญาตให้กระทำได้
ทั้งนี้ เพราะเป็นการไม่สมควรที่จะนำเอาการสาบานมาเป็นสิ่งกีดกั้นมิให้กระทำความดี และการประนีประนอม หรือ สมานฉันท์








